คุณยังไม่ได้เข้าสู่ระบบค่ะ (เข้าสู่ระบบ)
 
 
 
 
 
Skip เข้าสู่ระบบSkip หน้าหลัก

หน้าหลัก

  • คอมพิวเตอร์ กัดฟัน
  • ระบบเครือข่าย ช่างคิด
  • WebSite ที่เกี่ยวข้องยักคิ้ว

    Web ครูอวยพร บุญยืน
    // Skip สมาชิกออนไลน์

    สมาชิกออนไลน์

    (ในช่วง 5 นาทีที่ผ่านมา)
    ไม่มี
    Skip จำนวนผู้เข้าชม

    จำนวนผู้เข้าชม

    Website counter 
    เริ่มนับอีกครั้งตั้งแต่
    15 พฤษภาคม 2554

    Skip

    Powered by Translate
    " + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }" send="function () { return eval(instance.CallFunction("" + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }" cancel="function () { return eval(instance.CallFunction("" + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }"> " pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer" allowscriptaccess="always" loop="false" play="true" althtml="" + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }" send="function () { return eval(instance.CallFunction("" + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }" cancel="function () { return eval(instance.CallFunction("" + __flash__argumentsToXML(arguments,0) + "")); }">
ดีจัง
3 Cs

แจ้งนักศึกษา ปวส.2 นาโต่ และ นักศึกษา อศมช. ให้นักศึกษาทำงาน ทุกบท
ครูได้แจ้งคะแนนเก็บให้ทุกคนทราบแล้ว ส่งงาน
ที่ค้างด้วย ก่อนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559

ยิ้มช่างคิด

วันที่ 12 มกราคม 2559

ให้นักศึกษาศูนย์การเรียนบ้านนาโต่ เข้าไป ศึกษาและฝึกทำ ข้อสอบ 2 ชุด V-net 2558 เป็นคะแนน สอบกลางภาค 15%

โดยศึกษา ที่ Link ด้านล่าง มีข้อสอบพร้อมเฉลย ให้นักศึกษาศึกษา /ฝึกทำ ให้ดี

http://1drv.ms/1OnU8qV


ประเภทของรายวิชา


ข่าวและประกาศ

รูปภาพของครูอวยพร บุญยืน
10 ทักษะ ที่ตลาดแรงงานโลกต้องการในอีก 4ปีข้างหน้า
โดย ครูอวยพร บุญยืน - พุธ, 27 มกราคม 2016, 04:04PM
 
รูปภาพของครูอวยพร บุญยืน
•*´¨ ✿.. ชีวิตของเรา ต่างอะไรกับ ผ้าขี้ริ้ว
โดย ครูอวยพร บุญยืน - จันทร์, 14 ธันวาคม 2015, 09:07AM
 

•*´¨ ✿.. ชีวิตของเรา ต่างอะไรกับ ผ้าขี้ริ้ว

ผ้าขี้ริ้ว...

1.ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบายความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบ ยิ้มอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

3.ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

4.ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

5.ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

7.ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

8.ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า และมองเห็นค่าของตัวเองก่อน
แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม
ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า และมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง ✿..

รูปภาพของครูอวยพร บุญยืน
"เปลี่ยนกระถาง"
โดย ครูอวยพร บุญยืน - จันทร์, 14 ธันวาคม 2015, 05:53AM
 

บทความสะท้อนความจริงบางอย่างของสังคม
(ยาวหน่อย.. แต่อยากให้อ่านนะคะ)
สละเวลา 5 นาที อาจประหยัดเวลาไปถึง 15 ปีของชีวิต

"เปลี่ยนกระถาง"

นายไพศาล (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่งมาสามสิบปี วันหนึ่งเจ้านายบอกเขาว่า “คุณไพศาล เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง คงจะเหนื่อยแย่เลย คุณน่าจะพักซักหน่อยนะ”

อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า คำว่า ‘พัก’ แปลว่าเลิกจ้าง อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “ตอนนี้มีคนใหม่มาแทนคุณ จบจากนอก วิสัยทัศน์กว้างไกล ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าคุณ!”

นางสมละมัย (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการพิมพ์แห่งหนึ่งมายี่สิบห้าปี ขยันผิดปกติ ไปทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เลิกงานหลังคนอื่น แต่เธอก็ต้องไปขยันต่อที่อื่น เพราะเจ้านายบอกว่า “เราเข้าสู่ยุคใหม่ เราต้องปรับตัว...” อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า บริษัทไม่มีนโยบายเลี้ยง ‘ไดโนเสาร์’ อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “คุณไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ใช้อีเมลยังไม่เป็น ไม่สามารถปรับตัวกับยุคใหม่ได้”

นายรังสรรค์ (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งนานยี่สิบห้าปี ตั้งแต่หนุ่มจนวัยกลางคน เขาไม่ได้เรียนจบปริญญา เริ่มจากงานเซลส์แมนระดับล่างในต่างจังหวัด ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้าและผู้จัดการ นิสัยดี ลูกน้องรัก แต่วันหนึ่งก็ถูกลูกน้องที่เรียกเขาว่า ‘พี่’ ทุกคำเหยียบหัวขึ้นมาแทนเขา เหตุผลของเจ้านายคือ “เราต้องสร้างคนใหม่ขึ้นมา” เจ้านายไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไรกับคนเก่า แต่เดาไม่ยาก ในเมื่อคนใหม่มีปริญญาสองใบจากเมืองนอก พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนเก่าร้อยเท่า

นายสินชัย (นามสมมุติ) ทำงานในบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง ขยัน นิสัยดี ซื่อสัตย์ แต่เมื่อผลผลิตไม่ถึงเป้า เขาก็ต้องจากไปตามปรัชญาการทำงานแบบฝรั่งคือ ถ้าชอบใจก็จ้างทันที เงินเดือนไม่อั้น ถ้าไม่ชอบใจก็ชี้ไปที่ประตูทางออกทันทีเหมือนกัน เจ้านายไม่พูดอ้อมค้อมให้ต้องตีความ บอกตรงๆ ว่า “คุณตามไม่ทันตลาดโลก วันๆ หมกหัวอยู่แต่ในรูเล็กๆ เดิมๆ ที่ปลอดภัย คิดแผนการตลาดแบบเดิมๆ ทำงานแบบเดิมๆ”

ตัวอย่างเหล่านี้ใช้นามสมมุติ แต่เนื้อเรื่องไม่สมมุติ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกวันทุกมุมโลก ในรอยต่อระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ คนเหล่านี้มีนับล้านๆ คน เป็นพนักงานที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ ทำงานมานาน แต่ทำไมบริษัทจึงไล่พวกเขาออกง่ายๆ ?

คำตอบคือ องค์กรชอบคนซื่อสัตย์ ทำงานหนัก แต่ไม่ได้ใช้ความซื่อสัตย์-การทำงานหนักเป็นมาตรวัดผลงานและประเมินอนาคตของ บริษัท บริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แต่เมื่อให้เลือกเอาระหว่างอนาคตของพนักงานคนหนึ่งกับอนาคตของบริษัท ก็ตอบได้ไม่ยาก

มองในมุมของคนที่ทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์มานานปี “มันไม่แฟร์เลย!” แต่ในระบบทุนนิยม การว่าจ้างกับการเลิกจ้างเป็นของคู่กัน เป็นกระบวนการปกติของธุรกิจทุกวงการ คนที่ไม่เข้าใจ หรือลืมความจริงข้อนี้ มักจะทุกข์ร้อนเมื่อเวลาเลิกจ้างมาถึง หลังจากเผลอไปดาวน์รถ หรือจองคอนโดฯใหม่ได้สามวัน

คนส่วนใหญ่ชอบทึกทักเอาเองว่า หากซื่อสัตย์ต่อบริษัท ตั้งใจทำงาน จะไม่ถูกไล่ออก แต่ในยุคที่สนามแข่งขันคือโลกทั้งโลกและบริษัทส่วนใหญ่โอบรัดปรัชญา ‘กำไรสูงสุด’ ความคิดดังกล่าวไม่เป็นเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำดีแค่ไหน หากไม่สร้างกำไรสูงสุด ก็อาจอยู่ไม่ได้ แม้แต่ประธานกรรมการก็ถูกไล่ออกได้!

การถูกเลิกว่าจ้างเป็นผลรวมของลูกโซ่เหตุการณ์ที่สะสมมาถึงจุดจุดหนึ่ง คนที่มองไม่เห็นภาพรวมก็มักเดือดร้อนเมื่อถึงจุดจุดนั้น หรือมองแค่จุดจุดนั้น หลายคนชอบมองระยะสั้น ไม่ค่อยมองที่ภาพรวม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วงสั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น หากรู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไป ก็ไปบอกเจ้านาย เมื่อเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ ก็เข้าใจว่าปัญหาของตนจบแล้ว ก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจ แต่ไม่มองภาพรวมว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน บริษัทอยู่ที่ไหน และโลกอยู่ตรงไหน การตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงภายนอก ก็เหมือนกบในหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อน ไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในหม้อ กว่าจะรู้ว่าร้อน ก็กลายเป็นกบต้มสุกไปแล้ว

บางคนยึดเก้าอี้ไว้แน่น ไม่ยอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะความเคยชินกับองค์กร โดยไม่รู้หรือลืมไปว่า นโยบายองค์กรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และท้ายที่สุด บริษัทก็ยึดเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเสมอ ถ้าพนักงานไม่พร้อม ไม่สามารถปรับตัวกับนโยบายใหม่ หรือมีภาพลักษณ์ว่าไม่สามารถปรับตัว ก็ต้องหลุดจากวงจรทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ผิดอย่างเดียวคือ ตามโลกไม่ทัน

ทุกๆ องค์กรประกอบด้วย ‘กระถาง’ หลายใบ กระถางหนึ่งใบต่อพนักงานหนึ่งคน จำนวนกระถางขึ้นกับขนาดบริษัท กระถางคือ พื้นที่เติบโตสูงสุดของพนักงานแต่ละคน

กระถางมีหลายขนาด หลายแบบ พนักงานบางคนเปลี่ยนกระถางทุกปีสองปี บางคนทำงานมายี่สิบปี ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนกระถางสักครั้ง เพราะไม่โตเต็มกระถางใบนั้นสักที ต้นไม้แบบนี้มักถูกคัดออก

บางครั้งบริษัทอาจลดจำนวนกระถาง บางครั้งก็ย้ายกระถางทั้งหมดไปที่ใหม่ เจอสภาพแวดล้อมใหม่ ดินฟ้าอากาศที่ต่างจากเดิม ต้นไม้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ต้องตายไปเช่นกัน

ต้นไม้ไม่ทุกต้นเหมาะกับกระถางใบหนึ่งๆ หากเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้นใหญ่ รากโต งอกงามเร็ว ก็ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นบอนไซ

นอกจากนี้ ไม่ทุกองค์กรมีกระถางใบใหญ่สำหรับต้นไม้ที่โตเร็ว บางต้นรากงอกทะลุออกนอกกระถางไชลงไปในดิน ขยับหรือย้ายไม่ได้ หากจะย้ายออกก็ต้องทุบกระถางทิ้ง หรือต้องตัดรากส่วนที่งอกนอกกระถางออก อาจส่งผลให้ต้นไม้นั้นตายได้

ดังนั้น การประเมินขนาดกระถางและอัตราการเจริญเติบโตของตัวเราเป็นระยะๆ จึงสำคัญมาก ต้องรู้จักมองภาพกว้างไกลกว่าแค่ว่าที่ทำงานยุติธรรมหรือไม่ จ่ายดีกว่าที่อื่นหรือไม่ ควรมองไปไกลว่าเราจะทำอะไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอะไร อยู่ในกระถางแบบไหน ควรวิเคราะห์สถานการณ์ในภาพรวมว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นบันไดขั้นที่เท่าไรของเรา เราจะงอกรากที่นี่นานเท่าใด ถึงเวลาเปลี่ยนกระถางแล้วหรือไม่ ถึงเวลาใส่ปุ๋ยเพื่อให้โตพอดีกระถางหรือไม่ ฯลฯ

มายาอย่างหนึ่งของลูกจ้างคือ ความคิดว่าบริษัทที่ยุติธรรมกับลูกจ้างเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขา ความจริงคือ บริษัทที่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ไม่แน่ว่าจะเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขา

บริษัทที่ชั่วโมงทำงานสั้น เงินเดือนสูง ให้โบนัสปีละแปดเดือน ไม่ได้แปลว่าเป็นองค์กรที่เหมาะสมกับเรา เพราะหากในระยะยาว เราก้าวไปไม่เต็มศักยภาพของตัวเอง ไปไม่ถึงฝัน เงินเดือนสูง โบนัสสูงก็อาจไร้ประโยชน์ ในทางกลับกัน บางองค์กรทำงานชั่วโมงยาว ให้เงินเดือนต่ำ ไม่มีโบนัส แต่อาจเป็นบันไดขั้นสำคัญเพื่อไปถึงฝั่งฝัน เพราะบางอย่างซื้อด้วยเงินไม่ได้ เช่น ทักษะพิเศษ ประสบการณ์เฉพาะตัว บทเรียนการทำธุรกิจ เป็นต้น

เราควรรู้ หรือถ้าไม่รู้ก็หาทางรู้ว่า การไปถึงปลายฝันของเรานั้นต้องการปัจจัยอะไรบ้าง ต้องมีประสบการณ์อะไรบ้าง ต้องอัพเกรดตัวเองจุดไหนบ้าง ต้องเรียนต่อหรือเปล่า ต้องใช้เงินทุนหรือเปล่า ฯลฯ

ดังนั้น ระวัง! อย่า ‘งอกราก’ ไม่ขยับตัวไปจนวันเกษียณ พอถึงวันสุดท้ายเพิ่งนึกได้ว่ายังไปไม่ถึงจุดที่ฝัน หรือเพิ่งพบว่าตัวเองเป็นบอนไซ ก็อาจช้าเกินที่จะเปลี่ยนอะไรอย่างได้ผลแล้ว

ลองถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้ :

1.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ สร้างความแตกต่างที่ดีต่อองค์กรหรือไม่?

2.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ ช่วยพัฒนาตัวเราหรือไม่?

3.องค์กรที่เราอยู่ให้โอกาสเราใช้ศักยภาพเต็มที่หรือไม่ มีกระถางใบใหญ่กว่านี้รอให้เราเปลี่ยนหรือไม่?

4.เราสามารถเติบโตเต็มกระถางใหม่หรือไม่?

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่” บางทีได้เวลากระโดดออกจากหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อนได้แล้ว

ซุนหวู่เขียนไว้ใน ตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ราวห้าร้อยปีก่อนคริสต์กาลว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา รู้เรา ก็คือประเมินเขา ประเมินเรา

การประเมินตัวเอง, องค์กร และโลกทำให้เรารู้ตัวว่าเราเป็นใคร เก่งแค่ไหน สำคัญแค่ไหน มีโอกาสอะไรรอเราอยู่ จะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตและความฝันของตนเอง

แน่ละ ไม่ทุกคนต้องการอยู่ในกระถางใบใหญ่ บางคนมีความสุขในกระถางใบเล็ก ทว่าหากไม่รู้จักประเมินตัวเองและสถานการณ์ บางทีแม้แต่กระถางใบเล็กก็อยู่ไม่ได้!

คนฉลาดรู้เขา รู้เรา มองข้ามชอร์ตก่อนคนอื่นสองสามก้าว และลงมือสร้างความแตกต่างให้ชีวิตตัวเอง ก่อนที่เจ้านายจะบอกว่า “เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง...”


Skip ผู้จัดการองค์ความรู้

ผู้จัดการองค์ความรู้

Website นี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของการพัฒนาการจัดการของครูอวยพร บุญยืนค่ะ
การเรียนรู้มีไม่สิ้นสุด แม้กระทั่งเราจะตายก็ยังอยากรู้ว่าตายแล้วจะไปไหน

ใช่ไหมค่ะ...ยักคิ้ว
Skip มาตรฐานเวลาไทย

มาตรฐานเวลาไทย


Skip ปฏิทิน

ปฏิทิน

อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31      
Skip กิจกรรมล่าสุด

กิจกรรมล่าสุด

กิจกรรม ตั้งแต่ จันทร์, 12 พฤศจิกายน 2018, 01:08AM

ไม่มีอะไรใหม่นับตั้งแต่คุณล็อกอินครั้งสุดท้าย

Skip


 
สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ถ.รามอินทรา (กม.5-6) แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. 10230
 
 
คุณยังไม่ได้เข้าสู่ระบบค่ะ (เข้าสู่ระบบ)